![]() |
วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559
วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2559
ส่องหุ้น SMPC / KTB
SMPC
หุ้นรูปแบบ cup n handle อีกแล้ว ถ้าดูตามแพทเทิน ราคาน่าจะไปได้ถึง 9 บ.กว่าๆ หรือจะออกเป้าฟิโบที่ 161.8 ก็ว่ากันไป ประเด็น คือแอบเห็น Bearish Div ใน RSI ซิ่งการเกิด divergence ก็แค่ให้เราเตรียมระมัดระวังไว้ ยังไม่ได้ให้ขายซะทีเดียว ...
มาดูที่ผลการดำเนินงานก็ถือว่าเป็นหุ้นดีมีกำไรตลอด Q3 อาจจะดรอปไปบ้าง ราคาก็ได้สะท้อนไปแล้ว ก็มาลุ้นผลกำไร Q4 กัน ถ้าออกมาดี อาจหนุนราคาหุ้นไปถึงเป้าได้ไม่ยาก
ส่วนงบการเงินแบบละเอียด ขอติดเอาไว้ก่อน ว่างๆ จะมาวิแคะอีกที..


KTB
หุ้นใหญ่ขวัญใจใครหลายๆคน
วันนี้ดูเหมือนจะกลับตัวรึป่าว ? หลังจากที่ลงมาแรง ก็เลยเอากราฟมาดู เริ่มยืนเหนือเส้น 89 วัน คาดว่าจะทำ Bottom ที่แถว15.20 บ. ลงไปเทส 2 ครั้ง ไม่หลุด RSI ต่ำสุดเป็นเวฟC
ถ้าดูตอนนี้ก็น่าจะกำลังทำเวฟ1 วันนี้มีโวลุ่มซื้อเข้ามาเยอะ แต่น่าจะเป็นโวลุ่มของสถาบันในประเทศ ถ้าดูจาก NVDR ที่ลดลงมาเยอะ ก็คงยังไม่เพียงพอจะดันราคาหุ้นตัวนี้กลัวขึ้นไปได้
แผนการคือจะยังไม่เล่นจนกว่าจะแน่ใจว่ากลับตัวเป็น uptrend ลงมาทำเวฟ2 และจะเข้าเล่นก็ต่อเมื่อเริ่มเวฟ 3 ... จบนะ
วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2559
หุ้นน่าจับตา.. ASIMAR / SCN / SCI/ SAMART/ SMT ตระกูล S มาเลย
ASIMAR
อาซิ้ม ตีกราฟไว้วันก่อน ทั้งpattern สามเหลี่ยม/cup n handle วัดเป้ายังไงก็ได้ 4.40-4.50 บ
วันนี้ไปแตะ 4.30 บ. แร้ว มาดูกันต่อว่าจะถึงเป้าหมายไหม

SCN
พบเจอ Bullish Di. ในกราฟเดย์ ถ้าราคาเบรคเส้นสีขาวไปได้ พร้อมวอลุ่ม จะยืนยันการกลับตัว

SCI
อินดี้เริ่มยกตูดขึ้น ทำ bottom ที่ 6.15 หุ้นน่าจะเริ่มรอบใหม่ แนวรับ 7.75/ 7.20

SAMART
อีกตัวที่ทำbottom ไปเรียบร้อยแล้ว อินดี้เกิด divergence เริ่มต้นรอบใหม่ ณ จุดนี้ให้แนวรับแรก แถว 16.40 ถ้าย่อมาก็รีบรับเลย ส่วนต้านแรกจะอยู่แถวๆ 19.7 ประมาณนี้

SMT
เบรคกรอบ W Shape แนวรับที่ 11.10 บ ไม่ควรหลุด เพราะลงไปเทสมาแล้ว อาจจะมีแนวต้านแถว 12.20 บ ไม่ได้ตีเส้นไว้ แต่คาดการณ์ราคาเป้าหมายที่ 13.20 บ.

สุดท้าย นอกจากทำการบ้านเลือกหุ้นมาดีแล้ว ต้องทำตามแผนการที่วางไว้ ถ้าหลุด SL ให้ออกมาตั้งหลักก่อน นะจ้ะ..
อาซิ้ม ตีกราฟไว้วันก่อน ทั้งpattern สามเหลี่ยม/cup n handle วัดเป้ายังไงก็ได้ 4.40-4.50 บ
วันนี้ไปแตะ 4.30 บ. แร้ว มาดูกันต่อว่าจะถึงเป้าหมายไหม

SCN
พบเจอ Bullish Di. ในกราฟเดย์ ถ้าราคาเบรคเส้นสีขาวไปได้ พร้อมวอลุ่ม จะยืนยันการกลับตัว

SCI
อินดี้เริ่มยกตูดขึ้น ทำ bottom ที่ 6.15 หุ้นน่าจะเริ่มรอบใหม่ แนวรับ 7.75/ 7.20

SAMART
อีกตัวที่ทำbottom ไปเรียบร้อยแล้ว อินดี้เกิด divergence เริ่มต้นรอบใหม่ ณ จุดนี้ให้แนวรับแรก แถว 16.40 ถ้าย่อมาก็รีบรับเลย ส่วนต้านแรกจะอยู่แถวๆ 19.7 ประมาณนี้

SMT
เบรคกรอบ W Shape แนวรับที่ 11.10 บ ไม่ควรหลุด เพราะลงไปเทสมาแล้ว อาจจะมีแนวต้านแถว 12.20 บ ไม่ได้ตีเส้นไว้ แต่คาดการณ์ราคาเป้าหมายที่ 13.20 บ.

สุดท้าย นอกจากทำการบ้านเลือกหุ้นมาดีแล้ว ต้องทำตามแผนการที่วางไว้ ถ้าหลุด SL ให้ออกมาตั้งหลักก่อน นะจ้ะ..
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559
กลับมาส่องหุ้น..หลังปีใหม่ปีลิงกัน เริ่มที่ ASIMAR
หลังจากที่พักผ่อนหยุดยาวกันไปแล้ว ..หลังปีใหม่นี้ก็ตั้งใจว่าจะเปลี่ยนแผนการเทรดใหม่ เพื่อให้เหมาะกับตัวเรามากขึ้น
พอเราดูว่าระบบเทรดของเราเหมาะสมกับตลาดแบบไหน เหมาะสมกับตัวเราหรือป่าว
ก็นำมาทำการ Back test / Forward Test ...ปีใหม่แล้ว หาตัวเองให้เจอซะทีนะ หาหน้าเทรดแบบที่ตัวเองถนัดและทำเงินได้ก็พอ ..
คือ สิ่งที่เราควรคำนึงถึงเวลาจะเลือกหุ้นนั้น ไม่ใช่แค่ดูว่านิสัยหุ้นตัวนั้นเป็นยังไง เป็นหุ้นปั่น วิ่งเร็ว สวิงแรง หรือว่าหุ้นพื้นฐานดี วิ่งช้า ค่อยๆไป
แต่เรายังต้องดูว่าเรามีเวลาในการเทรดแค่ไหน เงื่อนไขในการเทรดเป็นยังไง เป็นfull time trader หรือว่า ทำงานประจำ ไม่สามารถเฝ้าได้ เพราะถ้าเราไม่มีเวลา แต่ไปเลือกเล่นหุ้นปั่น ก็จะทำให้เราเสียหายหนักได้ และการวิเคราะห์ตัวเราทำให้สามารถเลือก time frame สำหรับการดูกราฟได้ อีกนั้นแหละว่า จำไว้ว่าเข้า TF ไหน ก็ต้องออกที่ TF นั้นเสนอนะ โดยรอให้จแท่งก่อน...ไม่ใช่ว่าใช้ TF 5 นาทีดูกราฟ แล้วซื้อหุ้น แต่เวลาหลุดจุดขาย กลับมโนหลอกตัวเองไปขายโดยดู TF Day ....แบบนี้ไม่เอานะ > <
พอเราดูว่าระบบเทรดของเราเหมาะสมกับตลาดแบบไหน เหมาะสมกับตัวเราหรือป่าว
ก็นำมาทำการ Back test / Forward Test ...ปีใหม่แล้ว หาตัวเองให้เจอซะทีนะ หาหน้าเทรดแบบที่ตัวเองถนัดและทำเงินได้ก็พอ ..
สำหรับเทรนหุ้นที่มาต่อเนื่องในปีนี้ ที่เห็นได้ชัดเจน น่าจะเป็นกลุ่มโรงพยาบาล ที่มีเทรนขาขึ้นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว และปีนี้ก็จะมาโฟกัสที่กลุ่มนี้กัน ไม่ว่าจะเป็น BDMS BCH CHG VIBHA และโรงพยาบาลน้องใหม่อย่าง LPH
ส่วนกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง จนกว่าจะเริ่มเห็นแนวทางที่ชัดเจน ก็คือกลุ่มสื่อสารทั้งหลาย ..เริ่มด้วย น้าแอ้ด ADVANC DTAC TRUE JAS INTUCH ..
อ้อ ย้ำกัน(ตัวเอง)ลืม อีกครั้ง เรื่องที่จำเป็นในการเทรด
1. MIND SET เค้าว่าให้รักษาเงินต้นให้ได้ แล้วกำไรจะตามมาเอง ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมา และยากที่สุด
ในการที่ต้องตัดใจ CUT LOSS แต่เมื่อถึงจุดคัท ต้องคัทนะ หลายๆครั้งอาจจะเจอว่าคัทไปแล้ว เฮ้ย มันเด้งใส่หน้า แล้ววิ่งเลย ..คือเราก็ต้องดูว่าจุดคัทที่วางไว้เหมาะสมไหม หรือถ้ามันมาจริงๆก็ซื้อกลับในจุดที่ขายไป ซื่งโดยส่วนใหญ่ จะได้ของหกลับที่ราคาแพงขึ้นหน่อย ซึ่งถ้ามันจะไปจริงๆ ก็คุ้มนะ
2. แผนการเทรดที่ชัดเจน คือต้องมีแผนการก่อนที่เราจะซื้อหรือขายทุกครั้ง และทำตามอย่างเคร่งครัด
ว่าจะซื้อที่ตรงไหน ออกตรงไหน ซื้อจำนวนกี่หุ้น จะยอมขาดทุนได้เท่าไร ไฟล์excel คำนวณมีไว้แล้ว
ไปคำนวณซะ ก่อนเข้าซื้อ
เกริ่นกันมาแล้ว ..ก็ค่อยๆมาทยอยส่องหุ้นทีละตัวเลยล่ะกัน เริ่มจากหุ้นที่ดอยอยู่ในปอดเล็กๆ 55+
ASIMAR
มาวิแคะตัวนี้กันนะ ..โดยใช้ Volume Analysis (VA) ประกอบ จะเห็นว่าราคามีการเปลี่ยนกรอบการเล่นตั้งแต่ 17/11/58 พอเราเปิด VA ตั้งแต่วันนั้น จะเห็นว่า มี POC คือแท่งสูงสุด ที่ 3.66 คือถ้าผ่านไปได้ ก็จะเจออีกด่านแถว 3.70 และถ้ายืน 3.74 ไปได้แน่ๆ ก็มีโอกาสมากที่จะกลับไปที่ แถวๆ 4 บ.
** ตัวนี้ตามดู ตั้ง Alert ไว้ที่ 3.66 ล่ะกัน
KTB
จากกราฟ KTB จะเห็นว่า 14/12 คือ selling climax
15-17/12 คือ RR (Rally Reaction ) คือเวลาที่หุ้นลงมาหนักมากๆจนถึงจุดสุดยอด ก็จะมีการเด้งกลับขึ้นไป
จากนั้น 18/12 ยืนยัน RR เข้าสู่ะสม
21/12 ยืนยัน สะสม แน่นอน กำลังจะทะลุกรอบ
22/12 ทะลุเป้น mark up หลังจากนั้น พักตัวรอขึ้นต่อ อยากจะรู้สันยานว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ ให้ ดู va
เปิด va เริ่มวันที่ 22/12 จะเห็น zof 16.7 - 17.1
low area ที่ 16.9 - 17.1 คือการปฏิเสธราคา
ดังนั้น ถ้า 17.2 เกิด จะแน่ใจมากว่า break out ไปต่อแน่ๆ....จบนะ
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2558
*ตรวจสอบความแข็งแรงของราคาหุ้นด้วย RSI*
**ตรวจสอบความแข็งแรงของราคาหุ้นด้วย RSI** Technicalm Analysis หุ้น
RSI ( Relative Strength Index ) วันนี้ผมจะให้มุมมองและวิธีการแปลความหมายเพื่อให้เราเข้าใจในความหมายของ RSI มากขึ้นว่าใช้บอกอะไรให้เราบ้าง
จากสูตรคำนวณ RSI = 100 – 100 /( 1+RS ) ค่า Defualt periods = 14
โดย RS ( Relative Strength ) = Average Gain / Average Loss
ค่า Average Gain ก็คือ ส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น( ปิดสูงกว่าวันก่อนหน้า) ทุกๆวัน นำมารวมกัน แล้วหารด้วย 14
ค่า Average Loss ก็คือ ส่วนต่างราคาที่ลดลง ( ปิดต่ำกว่าราคาปิดวันก่อนหน้า) ทุกๆวัน นำมารวมกันแล้วหารด้วย 14
ยกตัวอย่างเช่น หากใน 14 วัน มีวันที่ราคาปิดเพิ่มขึ้น 7 วัน และลดลง 7 วันเท่ากัน
แต่ Average Gain มีค่ามากกว่า เช่น ค่าที่เพิ่มขึ้นใน 7 วันรวมกันได้ 8 บาท และค่า Average Loss มีค่ารวมกัน ได้ 4 บาท
เมื่อนำเข้าสูตรเราจะได้ ค่า RSI = 100-100/(1 + 8/4 ) = 66.67 แล้วตัวเลขนี้บอกอะไรเราบ้าง ?
1. ค่า RSI >= 66.67 หมายถึงว่า ที่ผ่านมา 14 วันนั้น โอกาสที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นเทียบกับลดลง มีมากกว่า 2: 1
2. หากเส้น RSI ยังชี้ขึ้นหรือมีค่าเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นั่นหมายถึง Average Gain มีเพิ่มเข้ามาต่อเนื่องนั่นเอง
3. หากเส้น RSI หักหัวลง หรือชี้ลง นั่นหมายถึงมี Average Loss ( ราคาติดลบกว่าวันก่อนหน้า)เข้ามาเพิ่มขึ้น
4. การที่ค่า RSI มีค่าสูงๆ เช่นสูงกว่า 70 มันมีนัยยะว่า โอกาสที่ราคาจะปิดสูงขึ้นต่อเทียบกับลดลงมีมากกว่า 2:1 เสียอีก ใครล่ะไม่ชอบเล่นในทางที่มีโอกาสได้มากกว่าเสีย ในช่วงนี้จึงทำให้ปริมาณการซื้อขายสูงเพราะนักเก็งกำไรเข้ามาร่วมวงเยอะ
5. ช่วงที่ค่า RSI สูงๆและยังชี้ขึ้นต่อ ราคามักวิ่งขึ้นแรง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนที่มีต้นทุนต่ำๆ ทะยอยขายทำกำไรออกมา ทำให้เกิดแรงขาย ( supply ) สู้กับแรงซื้อ ( demand ) หากแรงซื้อยังชนะ ราคาก็จะวิ่งขึ้นต่อไป แต่หากแรงขายชนะ ราคาหุ้นก็จะเริ่มลดลง หรือติดลบ ( Average Loss เพิ่มขึ้น ) ทำให้เส้น RSI เริ่มหักหัวชี้ลงมา
6. ในด้านกลับกัน หากค่า Average Loss มีมากกว่าค่า Average Gain เป็น 2 : 1 ค่า RSI ที่คำนวณได้จะมีค่า 33.33 ซึ่งจะมีนัยยะว่าที่ผ่านมา 14 วันนั้น ราคาปิดลดลงมากกว่าเพิ่มขึ้น ในสัดส่วน 2:1 หรือเป็นแนวโน้มขาลงนั่นเอง ดังนั้นหากเส้น RSI ยังคงชี้ลงต่อไปนั่นหมายถึงมีค่า Average Loss เพิ่มเข้ามาเรื่อยๆ ค่า RSI ก็จะยิ่งมีค่าลดลงต่อเนื่อง หรือราคามีแนวโน้มเป็นขาลงนั่นเอง ก็รอให้พวกชอบซื้อของถูก ( ถูกแค่ในช่วงคำนวณ 14 วันย้อนหลังเท่านั้น ) ซื้อเก็บไปเรื่อยๆครับ
7. หากค่า RSI = 50 นั่นหมายถึงในช่วง 14 วันที่ผ่านมา ราคาแทบไม่ขยับไปไหนเลย
จะเห็นว่า RSI มันมีนัยยะถึงโอกาสที่ราคาหุ้นจะเพิ่มขึ้นหรือลดลงมีมากกว่ากันเทียบในช่วงระยะเวลา 14 periods ที่เรากำหนดในสูตร เท่านั้น และค่า RSI ยังใช้บอกนัยยะว่า แรงซื้อที่ผลักดันราคาขึ้น ( Demand ) หรือแรงขาย ( supply ) ในขณะนั้น ยังคงต่อเนื่องและฝ่ายใดกำลังได้เปรียบหรือมีโอกาสมากกว่าอยู่ครับ
กลยุทธในการนำไปใช้ ให้เลือกหุ้นที่มีค่า RSI >50-60 ขึ้นไป และกำลังชี้ขึ้น ราคาอยู่เหนือเส้น SMA20 และเกิดสัญญาณซื้อจากระบบเทรด VSTOP ของเรา โอกาสที่ราคาจะวิ่งขึ้นต่อไปจะมากขึ้นครับ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามนะครับ
CR.พันทิพ
วันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
พลิกพอร์ตติดลบ ครั้งที่ 1 โดยทีมโค้ช
ครูไก่
หลัก PDCA สำหรับ Full time trader
1) P ( PLAN) ต้องมีการวางแผนการเทรด
Fulltime Trader กับ Salary Trader มีการวางแผนการเทรดที่่แตกต่างกัน
-- Fulltime Trader : Day trader/ Swing trade
-- Salary Trader : Run trend
2) D (DO) การปฏิบัติตามแผน และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
--ต่อให้วางแผนดี แต่ไม่ทำตามแผน ก็ไม่มีประโยชน์ อะไร
3) C (CHECK) ตรวจสอบผลการปฏิบัติตามแผนว่าเป็นอย่างไร ผลออกมาตามที่คาดหวังหรือไม่
--ถ้าเป็น : ให้ทดสอบวิธีซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นวิธีที่ดี และปฏิบัติต่อไป
--ถ้าไม่ : ต้องหาสาเหตุ ว่าผิดพลาดตรงไหน และทำการแก้ไข
4) A (ACTION) ทดสอบและปรับปรุงแผนการเทรดให้เหมาะสมอยู่เสมอ
-- แผนการในอดีต อาจใช้ไม่ได้กับการเทรดในทุกครั้ง ต้องมีการปรับปรุงและทดสอบอยู่เสมอ
กับดักเทรดเดอร์
1. ไม่มีแผนลงทุนที่ชัดเจน
2.ไม่ได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ
3. ไม่มีวินัย **สำคัญมาก**
4. เทรดด้วยอารมณ์
5. ไม่ทำเงินอย่างสม่ำเสมอ
6.ไม่อยู่ในภาวะที่พร้อมในการเทรด
โค้ชเจน
พฤติกรรมที่ทำให้พอร์ตติดลบ
1. ซื้อหุ้นราคาสูง: เล่น Break out แต่ Break ไม่จริง ( Break out ต้องดูโวลุ่ม เหมือนดูหัวของ อ.นิพน)
2. ทนถือหุ้นราคาไม่ไปไหน : ซึมลงเรื่อยๆ เลยจุด SL ก็ไม่ขาย (น่ากลัวมาก)
3. ราคาหุ้นร่วงอย่างหนัก : เกิด Panic Sell อย่าตกใจ เป็นจังหวะซื้อถัว
4. ขายหุ้นทิ้งที่ราคาต่ำ : อาจเป็นแนวรับที่เจ้าเก็บของ เมื่อขายไป ราคาจะวิ่งขึ้น
5. หุ้นวิ่งกลับอย่างรวดเร็ว : ไล่ราคา SL ไม่ทัน
ทำไมพอร์ตติดลบ
1. SL ไม่ทัน ไม่ตัดใจขาย ไม่มีวินัย
2. รักหุ้นตัวนั้นมากเกินไป
3. เทรดโดยไม่คิดวิเคราะห์ แยกแยะ
4. ยังศึกษาและพัฒนาทักษะการเทรดได้ไม่ดีพอ
5. เชื่อวิธีการเทรดของตัวเอง โดยไม่มีการพลิกแพลง
6. ติดการเทรด เทรดทุกที่ทุกเวลา ไปเที่ยวก็ยังจะเทรด
(หากจะไปเที่ยว ควรล้างพอร์ตให้หมด สำหรับ Dat trade/ Fulltime Trader
** การใส่อินดี้เยอะๆในกราฟ อาจไม่ดีเสมอไป หากอ่านความหมายไม่ออก การดูกราฟที่ง่ายที่สุด คือ
แท่งเทียน + โวลุ่ม**
แนวทางที่เทรดเดอร์ควรพัฒนา
--> การเทรดหุ้น คือการต่อสู้กับตัวเอง ไม่ใช่ต่อสู้กับตลาดหุ้น
-->ต้องไม่กลัวการ "ขายหมู" และต้องไม่ "ติดดอย" และอย่าให้หุ้นเล่นเราเด็ดขาด (รักษาเงินต้น)
-->เจ้ามือเป็นคนคอนโทรลราคาและสร้างกราฟ และใช้จิตวิทยาหลอกรายย่อย
: Vol เยอะ ราคาไม่ไป=>ออกของ
: Vol ลด ราคาไม่ไป หรือลดลงไม่มาก => พักตัวเพื่อไปต่อ
--> การให้ความสำคัญกับราคาในอดีต ทำให้อคติต่อราคาปัจจุบัน และพอหุ้นวิ่งก็เสียดาย
--> ในวันที่หุ้นแดง ยังไงก็มีหุ้นเขียวให้เล่น ขอแค่หาให้เจอ
--> รักษาทุน สำคัญกว่าการทำ "กำไร"
--> เทรดเดอร์ 5 คน เทรดหุ้นตัวเดียวกัน คิดว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร??
: ต่างกันแน่นอน ทั้งจุดซื้อและขาย ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
--> ซื้อหุ้นที่ต้นทุนเท่ากัน คิดว่ามีความเสี่ยงเท่ากัน??
: ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
--> เราเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ตลาดจะเป็นตัวกำหนด"ผลตอบแทน"
--> ก่อนซื้อหุ้น คำนวณ Risk/Reward Ratio ให้ดี
--> ถ้าเล่นหุ้นที่ผันผวนน้อย ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย
--> หุ้นที่ผันผวนมาก แต่ซื้้อในจังหวะ "ที่ใช่" ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (พวกวอแรนท์)
--> บางทีเรารู้อยู่แล้วว่า หุ้นที่เราซื้อมีความเสี่ยงสูง แต่ดื้อซื้อ เลยขาดทุน
: Warrant / DW ซื้อเมื่อราคาขาลง
วิธีหาหุ้น (ทำการบ้าน)
1. เปิด top gainer ให้ดูหุ้นที่เข้าวันแรก เพราะถ้าเล่นจริงต้องมีการเล่นต่อไป
2. ดูกราฟ ให้ดูราคาLow ของวันก่อนหน้า กับราคา High ของวันนี้ (วันที่ติด Top Gainer )
=>วันถัดมาลง 1/2 ค่อยซื้อไม้แรก
=>วันถัดมาลง 2/3 อาจซื้ออีกไม้ (ถ้ามั่นใจว่าอ่านกราฟไม่ผิด)
=>หากหลุดLow วันที่เด้ง (Top Gainer) เลิกเล่น
ข้อควรระวังในการดู และซื้อขายด้วย Bid Offer
=> เล่นกับอารมณ์ของนักเก็งกำไร ชอบเชิญชวนให้มาร่วมวง
=> ต้องคำนวณหุ้นที่จะซื้อให้ดี เพราะถ้าซื้อเยอะ อาจจะ
1. โดนเชคบิลทันที
2. เจ้ามือถอนบิดออก
3. ออกของไม่ได้
4. ราคาอาจค่อยๆ ซึมลง (น่ากลัวมาก)
=> ระวังไม่ใหญ่(หลอก) เคาะขวาหมดช่อง แต่ราคาไม่ไปต่อ (ออกของ)
โค้ชซัน
หลัก PDCA สำหรับ Full time trader
1) P ( PLAN) ต้องมีการวางแผนการเทรด
Fulltime Trader กับ Salary Trader มีการวางแผนการเทรดที่่แตกต่างกัน
-- Fulltime Trader : Day trader/ Swing trade
-- Salary Trader : Run trend
2) D (DO) การปฏิบัติตามแผน และมีวินัยอย่างเคร่งครัด
--ต่อให้วางแผนดี แต่ไม่ทำตามแผน ก็ไม่มีประโยชน์ อะไร
3) C (CHECK) ตรวจสอบผลการปฏิบัติตามแผนว่าเป็นอย่างไร ผลออกมาตามที่คาดหวังหรือไม่
--ถ้าเป็น : ให้ทดสอบวิธีซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นวิธีที่ดี และปฏิบัติต่อไป
--ถ้าไม่ : ต้องหาสาเหตุ ว่าผิดพลาดตรงไหน และทำการแก้ไข
4) A (ACTION) ทดสอบและปรับปรุงแผนการเทรดให้เหมาะสมอยู่เสมอ
-- แผนการในอดีต อาจใช้ไม่ได้กับการเทรดในทุกครั้ง ต้องมีการปรับปรุงและทดสอบอยู่เสมอ
กับดักเทรดเดอร์
1. ไม่มีแผนลงทุนที่ชัดเจน
2.ไม่ได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ
3. ไม่มีวินัย **สำคัญมาก**
4. เทรดด้วยอารมณ์
5. ไม่ทำเงินอย่างสม่ำเสมอ
6.ไม่อยู่ในภาวะที่พร้อมในการเทรด
โค้ชเจน
พฤติกรรมที่ทำให้พอร์ตติดลบ
1. ซื้อหุ้นราคาสูง: เล่น Break out แต่ Break ไม่จริง ( Break out ต้องดูโวลุ่ม เหมือนดูหัวของ อ.นิพน)
2. ทนถือหุ้นราคาไม่ไปไหน : ซึมลงเรื่อยๆ เลยจุด SL ก็ไม่ขาย (น่ากลัวมาก)
3. ราคาหุ้นร่วงอย่างหนัก : เกิด Panic Sell อย่าตกใจ เป็นจังหวะซื้อถัว
4. ขายหุ้นทิ้งที่ราคาต่ำ : อาจเป็นแนวรับที่เจ้าเก็บของ เมื่อขายไป ราคาจะวิ่งขึ้น
5. หุ้นวิ่งกลับอย่างรวดเร็ว : ไล่ราคา SL ไม่ทัน
ทำไมพอร์ตติดลบ
1. SL ไม่ทัน ไม่ตัดใจขาย ไม่มีวินัย
2. รักหุ้นตัวนั้นมากเกินไป
3. เทรดโดยไม่คิดวิเคราะห์ แยกแยะ
4. ยังศึกษาและพัฒนาทักษะการเทรดได้ไม่ดีพอ
5. เชื่อวิธีการเทรดของตัวเอง โดยไม่มีการพลิกแพลง
6. ติดการเทรด เทรดทุกที่ทุกเวลา ไปเที่ยวก็ยังจะเทรด
(หากจะไปเที่ยว ควรล้างพอร์ตให้หมด สำหรับ Dat trade/ Fulltime Trader
** การใส่อินดี้เยอะๆในกราฟ อาจไม่ดีเสมอไป หากอ่านความหมายไม่ออก การดูกราฟที่ง่ายที่สุด คือ
แท่งเทียน + โวลุ่ม**
แนวทางที่เทรดเดอร์ควรพัฒนา
--> การเทรดหุ้น คือการต่อสู้กับตัวเอง ไม่ใช่ต่อสู้กับตลาดหุ้น
-->ต้องไม่กลัวการ "ขายหมู" และต้องไม่ "ติดดอย" และอย่าให้หุ้นเล่นเราเด็ดขาด (รักษาเงินต้น)
-->เจ้ามือเป็นคนคอนโทรลราคาและสร้างกราฟ และใช้จิตวิทยาหลอกรายย่อย
: Vol เยอะ ราคาไม่ไป=>ออกของ
: Vol ลด ราคาไม่ไป หรือลดลงไม่มาก => พักตัวเพื่อไปต่อ
--> การให้ความสำคัญกับราคาในอดีต ทำให้อคติต่อราคาปัจจุบัน และพอหุ้นวิ่งก็เสียดาย
--> ในวันที่หุ้นแดง ยังไงก็มีหุ้นเขียวให้เล่น ขอแค่หาให้เจอ
--> รักษาทุน สำคัญกว่าการทำ "กำไร"
--> เทรดเดอร์ 5 คน เทรดหุ้นตัวเดียวกัน คิดว่าแต่ละคนเป็นอย่างไร??
: ต่างกันแน่นอน ทั้งจุดซื้อและขาย ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน
--> ซื้อหุ้นที่ต้นทุนเท่ากัน คิดว่ามีความเสี่ยงเท่ากัน??
: ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนรับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน
--> เราเป็นตัวกำหนดความเสี่ยง ตลาดจะเป็นตัวกำหนด"ผลตอบแทน"
--> ก่อนซื้อหุ้น คำนวณ Risk/Reward Ratio ให้ดี
--> ถ้าเล่นหุ้นที่ผันผวนน้อย ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย
--> หุ้นที่ผันผวนมาก แต่ซื้้อในจังหวะ "ที่ใช่" ความเสี่ยงต่ำ ผลตอบแทนสูง (พวกวอแรนท์)
--> บางทีเรารู้อยู่แล้วว่า หุ้นที่เราซื้อมีความเสี่ยงสูง แต่ดื้อซื้อ เลยขาดทุน
: Warrant / DW ซื้อเมื่อราคาขาลง
วิธีหาหุ้น (ทำการบ้าน)
1. เปิด top gainer ให้ดูหุ้นที่เข้าวันแรก เพราะถ้าเล่นจริงต้องมีการเล่นต่อไป
2. ดูกราฟ ให้ดูราคาLow ของวันก่อนหน้า กับราคา High ของวันนี้ (วันที่ติด Top Gainer )
=>วันถัดมาลง 1/2 ค่อยซื้อไม้แรก
=>วันถัดมาลง 2/3 อาจซื้ออีกไม้ (ถ้ามั่นใจว่าอ่านกราฟไม่ผิด)
=>หากหลุดLow วันที่เด้ง (Top Gainer) เลิกเล่น
ข้อควรระวังในการดู และซื้อขายด้วย Bid Offer
=> เล่นกับอารมณ์ของนักเก็งกำไร ชอบเชิญชวนให้มาร่วมวง
=> ต้องคำนวณหุ้นที่จะซื้อให้ดี เพราะถ้าซื้อเยอะ อาจจะ
1. โดนเชคบิลทันที
2. เจ้ามือถอนบิดออก
3. ออกของไม่ได้
4. ราคาอาจค่อยๆ ซึมลง (น่ากลัวมาก)
=> ระวังไม่ใหญ่(หลอก) เคาะขวาหมดช่อง แต่ราคาไม่ไปต่อ (ออกของ)
โค้ชซัน
วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
SEAFCO ดูดี ขอแงะละเอียดๆอีกที เป้าปี 60 14.10-14.40 ปี61 16 บ.
บล.ทิสโก้ : SEAFCO แนะนำ”ซื้อ” ปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นจาก 13.30 บาทเป็น 16.10 บาท แนวโน้มสดใสจากงานในมือที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที...
-
วิธีสแกนหาหุ้นเล่นด้วยตัวเอง และการหาสัญญาณซื้อแบบต่างๆ ขอรวบรวมให้กับตัวเองและมือใหม่ที่เคยสงสัยว่านักวิเคราะห์ หรือเพจหุ้นเขาได้หุ้นมาจาก...
-
ASIMAR อาซิ้ม ตีกราฟไว้วันก่อน ทั้งpattern สามเหลี่ยม/cup n handle วัดเป้ายังไงก็ได้ 4.40-4.50 บ วันนี้ไปแตะ 4.30 บ. แร้ว มาดูกันต่อว่าจ...










